ร้านเนื้อย่างย่านทงกู ปูซาน กับเตาข้าวโพด Hanuso Dwitgogi
สรุปสั้น ๆ
Hanuso Dwitgogi Beomil Branch คือร้านเนื้อย่างในทงกู ปูซาน ใกล้สถานี Beomil และ Connect Hyundai ที่เสิร์ฟเนื้อวัวเกาหลีส่วน dwitgogi 3 ที่ พร้อม Kimchi mari naengguksu ราคา 50,700 วอน. มื้อนี้มีเครื่องเคียง ยุกฮเวและซุปสาหร่ายบริการ พร้อมประสบการณ์ย่างบนเตาเมล็ดข้าวโพด. เป็นร้านที่เหมาะสำหรับมาทานเนื้อและของเคียงกันหลายคนแบบสบาย ๆ.

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
- เวลาเปิด
- 16:00–23:00 (รับออเดอร์สุดท้าย 22:00)
- เนื้อวัวเกาหลี dwitgogi
- ₩14,900 × 3 ที่
- Kimchi mari naengguksu
- ₩6,000
- รวม
- ₩50,700
- การเดิน
- 90 ม. จากทางออก 4 สถานี Beomil (สาย 1)
- ที่จอดรถ
- ลานจอดสาธารณะหน้าร้านหรือ Wooshin Tower Parking Lot (มีค่าใช้จ่าย)
ตามที่ผู้ไปเยือนเขียนไว้เมื่อ 10 กันยายน 2569

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันไป Connect Hyundai แล้วเริ่มมองหาร้านกินมื้อเย็นแถว ๆ นั้นค่ะ หลังช้อปปิ้งหรือเดินเที่ยวเสร็จ ก็อยากได้มื้ออิ่ม ๆ ขึ้นมาเป็นธรรมดาใช่ไหมล่ะคะ คนที่อยากกินเนื้อวัวเกาหลีแบบไม่หนักกระเป๋าเกินไปก็น่าจะมีไม่น้อยเลย ร้านที่จะแนะนำวันนี้คือ Hanuso Dwitgogi ร้านที่ขึ้นชื่อว่ากินเนื้อวัวเกาหลีได้คุ้มค่า ทำเลดี แถมที่นั่งก็กว้างพอ จึงดูเหมาะตั้งแต่มื้อกับครอบครัวไปจนถึงนัดรวมกลุ่มเลยค่ะ วันนี้จะพาไล่ดูตั้งแต่เครื่องเคียง เนื้อ ไปจนถึงเมนูไซด์แบบละเอียดทีละอย่างนะคะ-!

ข้อมูลพื้นฐานและทำเล Hanuso Dwitgogi Beomil Branch
- เวลาเปิด: 16:00–23:00
- รับออเดอร์สุดท้าย: 22:00
- เดิน: 90 ม. จากทางออก 4 สถานี Beomil สาย 1
- ขับรถ: ใช้ลานจอดสาธารณะหน้าร้านหรือ Wooshin Tower Parking Lot แบบมีค่าใช้จ่ายได้
หน้าร้าน

ที่นั่งภายในและมุมบริการตัวเอง

เริ่มจากทำเลก่อนเลย ร้านตั้งอยู่ใกล้ Connect Hyundai และ Busan Gold Theme Street ค่ะ ไปต่อหลังช้อปปิ้งก็สะดวก และถ้านัดเจอกันแถวนั้นก็ดูเป็นร้านที่หาไม่ยาก พอเดินเข้าไปด้านใน จะเห็นว่ามีที่นั่งมากกว่าที่คิด โต๊ะมีหลายโต๊ะ จึงว่ากันว่าไม่ได้มีแค่มื้อเล็ก ๆ แต่คนก็มารวมกลุ่มกันเยอะด้วย เวลาไปกินเนื้อกันหลายคน ระยะห่างระหว่างโต๊ะและพื้นที่โดยรวมก็สำคัญใช่ไหมคะ ถ้าดูจากจุดนี้ ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนหาร้านนัดพบเช่นกันค่ะ
ภายในร้านยังมีมุมบริการตัวเองด้วยค่ะ กินเนื้อไปสักพัก เครื่องเคียงหรือวัตถุดิบที่ต้องการอาจหมดได้ ตอนนั้นไม่ต้องเรียกพนักงานเรื่อย ๆ แต่หยิบจากมุมนี้ได้ตามที่ต้องการ จึงใช้งานสะดวกดี นอกจากนี้ยังเติมเครื่องเคียงที่เข้ากับเนื้อได้ตามรสนิยมด้วย โดยเฉพาะเมื่อกินกันหลายคน แต่ละคนอาจอยากได้เครื่องเคียงต่างกัน มีมุมนี้ก็หยิบมาทานได้เท่าที่ต้องการโดยไม่ขัดจังหวะมื้ออาหารค่ะ
เมนูที่สั่งและราคา



- เนื้อวัวเกาหลี dwitgogi ₩14,900 × 3
- Kimchi mari naengguksu ₩6,000
- รวม ₩50,700
เซ็ตโต๊ะและเครื่องเคียง
พอนั่งที่โต๊ะ ก็เห็นการจัดเซ็ตพื้นฐานก่อนเลยค่ะ มีน้ำและแก้วกระดาษ เตรียมไว้ให้ใช้ก่อนเริ่มมื้อได้ง่าย ๆ ร้านปิ้งย่างจะมีทั้งเตาและเครื่องเคียงวางบนโต๊ะ จึงสำคัญเหมือนกันว่าการจัดวางพื้นฐานสะอาดเรียบร้อยไหม ที่นี่จัดมาแบบไม่รก ทำให้สั่งเนื้อแล้วเริ่มกินได้สะดวกค่ะ

ต่อไปคือเครื่องเคียงพื้นฐานค่ะ ไม่ได้มาแค่หนึ่งหรือสองอย่าง แต่มีหลายอย่างที่เข้ากับเนื้อ พอกินเนื้อต่อเนื่อง ก็ต้องการเครื่องเคียงรสสดชื่นหรือกรุบกรอบบ้างใช่ไหมคะ พอมีให้หลากหลาย ก็ช่วยให้เพลิดเพลินกับรสเนื้อได้ต่างกันไป และเครื่องเคียงที่ไม่พอยังเติมได้จากมุมบริการตัวเองที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ลองเก็บไว้พิจารณาได้เลยค่ะ

โดยรวมมีเครื่องเคียงที่น่าจะเข้ากับเนื้ออยู่มากทีเดียวค่ะ กินเนื้อรสละมุนกับเกลือเฉย ๆ ก็อร่อย แต่ถ้ามีของเคียงอย่างผักดองหรือ geotjeori (กิมจิสดคลุก) ที่ช่วยเปลี่ยนรส ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ โดยเฉพาะเป็นเครื่องเคียงที่ทั้งช่วยชูรสเนื้อ และคอยรีเฟรชปากระหว่างคำ จึงรู้สึกว่าเซ็ตนี้จัดมาดีค่ะ ยิ่งมื้อที่กินเนื้อเยอะ ๆ บทบาทของของเคียงแบบนี้ก็สำคัญไม่น้อยเลย

ในบรรดาเครื่องเคียง สิ่งที่สะดุดตาเป็นพิเศษคือ musaengchae (หัวไชเท้าซอยคลุกเครื่อง) เส้นบางและยังกรุบกรอบ กินกับเนื้อแล้วเข้ากันดีค่ะ ข้างกันมี buchu jangajji (กุยช่ายดอง) ด้วย กินคู่เนื้อก็ได้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นรสที่คุ้นเคยและอร่อยจนอยากมีติดบ้านเลยล่ะค่ะ หยิบกุยช่ายดองมากินกับเนื้อหนึ่งชิ้น ก็ช่วยตัดความเลี่ยนและบาลานซ์รสได้ดี

มี geotjeori ด้วยค่ะ geotjeori ที่กินกับเนื้อ ถ้าปรุงจัดเกินไปก็อาจกลบรสเนื้อได้ แต่ของที่นี่มีกลิ่นน้ำมันงาชัด พอกินกับเนื้อแล้วรู้สึกว่าได้ความหอมมันเพิ่มขึ้น หยิบ geotjeori วางนิดหนึ่งบนเนื้อย่างร้อน ๆ ก็ทำให้หลายรสเข้ากันในปากเลย เครื่องเคียงเหล่านี้ทำให้มื้อนี้สนุกได้หลากหลายกว่าการกินเนื้ออย่างเดียวค่ะ
ยุกฮเวและซุปสาหร่ายบริการเมื่อจอง

เมนูถัดไปที่อยากแนะนำคือ yukhoe (ยุกฮเวหรือเนื้อดิบปรุงรส) ค่ะ ที่นี่บอกว่าสามารถรับยุกฮเวเป็นบริการได้หากจองผ่าน Naver ใครวางแผนจะไปก็ลองเก็บข้อมูลนี้ไว้ได้เลยนะคะ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขและรายละเอียดของบริการอาจเปลี่ยนตามช่วงเวลาที่ไป จึงควรตรวจสอบสิทธิ์ที่ใช้อยู่ก่อนจองค่ะ ยุกฮเวเข้ากับเนื้อดี จะทานแยกต่างหากก็ได้ พอได้ชิมยุกฮเวในร้านปิ้งย่างด้วย ก็รู้สึกว่ามื้ออาหารยิ่งครบเครื่องขึ้น

นอกจากยุกฮเวแล้ว ยังมี miyeokguk (ซุปสาหร่าย) ให้บริการด้วยค่ะ ระหว่างสั่งเนื้อและรอ ก็ได้ทานซุปสาหร่ายอุ่น ๆ ไปพร้อมกัน น่าจะดีทีเดียว เวลากินเมนูเนื้อเป็นหลัก บางครั้งก็อยากได้น้ำซุปร้อน ๆ สักอย่าง การมีเมนูบริการพื้นฐานแบบนี้เตรียมไว้ จึงทำให้มื้อโดยรวมดูแน่นขึ้น จากมื้อกินเนื้ออย่างเดียว กลายเป็นมื้อที่มีทั้งข้าว ซุป และเครื่องเคียง ก็น่าจะอิ่มอร่อยได้เลยค่ะ
เนื้อวัวเกาหลี dwitgogi 3 ที่ กับเตาเมล็ดข้าวโพด

ถึงคิวแนะนำเมนูหลักแล้วค่ะ เมนูที่ลองครั้งนี้คือเนื้อวัวเกาหลี dwitgogi (เนื้อส่วนท้าย) แค่หน้าตาเนื้อที่ยกมาในจานก็ดูน่ากินมากแล้ว คนรักเนื้อเห็นแล้วน่าจะเริ่มคาดหวังโดยอัตโนมัติเลยค่ะ โดยเฉพาะที่มีเนื้อหลายลักษณะมาด้วยกัน จึงน่าสนุกที่จะดูว่ารสสัมผัสของแต่ละส่วนต่างกันอย่างไร

มองใกล้ ๆ จะเห็นเนื้อวัวเกาหลีหลายรูปทรงอยู่ในจาน สีเนื้อโดยรวมดูสะอาดและสดค่ะ แน่นอนว่าไม่ควรตัดสินสภาพเนื้อทั้งหมดจากภาพเพียงอย่างเดียว ควรเช็กสภาพจริงและข้อมูลจากร้านควบคู่กันไปด้วย แต่จากภาพที่นำเสนอ เนื้อจัดมาได้น่ากินมาก จนทำให้อยากรู้เลยว่าพอย่างแล้วจะรสชาติเป็นอย่างไร

เนื้อดูอร่อยขึ้นจริง ๆ ตอนอยู่บนเตาย่างนะคะ เนื้อสีแดงกับความหนากำลังดี ทำให้ดูเหมาะกับการย่างมาก สำหรับคนที่หาร้านเนื้อวัวอร่อยย่าน Beomil-dong ในปูซาน นอกจากดูปริมาณเนื้อแล้ว ลองดูด้วยว่ามีส่วนไหนและทานอย่างไรได้บ้างก็ดีค่ะ เพราะเมื่อมีเนื้อหลายลักษณะอยู่ด้วยกัน เมนูเดียวก็ให้ประสบการณ์เนื้อสัมผัสได้หลากหลาย

สิ่งที่รู้สึกว่าแปลกใหม่ที่สุดของที่นี่คือวิธีใช้ไฟค่ะ เขาใช้เมล็ดข้าวโพดแทนถ่าน และว่ากันว่ากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่สัมผัสได้ระหว่างย่างเนื้อสร้างบรรยากาศที่ต่างออกไป ร้านปิ้งย่างที่ใช้วิธีแบบนี้ไม่ได้เจอกันง่าย ๆ คนที่ลองครั้งแรกน่าจะรู้สึกสดใหม่พอสมควร จุดเด่นคือระหว่างย่างไม่ได้เพลิดเพลินแค่กับการทำให้เนื้อสุก แต่ได้สัมผัสกลิ่นหอมไปพร้อมกันด้วยค่ะ

พอวางเนื้อบนเตา ก็ลองวางเห็ดและพริก shishito เป็นเครื่องเคียงด้วยค่ะ ย่างผักไปด้วยแบบนี้ทำให้หน้าตาบนโต๊ะดูเต็มขึ้นกว่าใส่เนื้ออย่างเดียว เห็ดเมื่อสุกบนเตาก็ยังคงสัมผัสฉ่ำ ๆ ส่วนพริก shishito กินกับเนื้อแล้วเพิ่มรสสะอาดสดชื่น จึงเข้ากันดี หากกำลังหาผักไว้ย่างกินกับเนื้อ ก็ลองอ้างอิงเซ็ตนี้ได้ค่ะ

เมื่อเนื้อเริ่มสุก ก็เหมือนมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยรอบเตาค่ะ อาจเพราะวิธีใช้เมล็ดข้าวโพด ทำให้ขั้นตอนย่างเนื้อเองรู้สึกพิเศษขึ้นนิดหนึ่ง สีของเนื้อที่ค่อย ๆ เหลืองสวยก็ดูน่ากินขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่แปลกใหม่นี้ไม่ได้เพิ่มแค่รสชาติ แต่เป็นองค์ประกอบที่เพิ่มความสนุกให้กับกระบวนการทานด้วยนะคะ

เมื่อเนื้อสุกพอประมาณ ก็หั่นเป็นขนาดพอดีคำได้เลยค่ะ หากหั่นไม่ใหญ่เกินไปจนทานได้ในคำเดียว ก็จะเพลิดเพลินกับสัมผัสเนื้อได้สบายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทานคู่เครื่องเคียงหลายชนิด การเตรียมเนื้อเป็นชิ้นขนาดเหมาะสมจะสลับจิ้มเกลือ ซอส หรือกินกับของดองได้ดี แบบนี้เนื้อชนิดเดียวก็ทานได้หลากหลายรสค่ะ

คีบเนื้อที่สุกเหลืองสวยขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วดูน่ากินจริง ๆ ค่ะ ด้านนอกสุกกำลังดี และด้านในดูมีน้ำเนื้ออยู่ เนื้อถ้าย่างนานเกินไปอาจแห้งกระด้างได้ จึงควรย่างให้พอดีตามความชอบนะคะ แค่เนื้อที่สุกพอดีหนึ่งชิ้นก็ให้ภาพมื้อที่อิ่มเอมได้แล้วค่ะ

ตอนเริ่มกินเนื้อ ลองจิ้มเกลือหรือซอสที่เตรียมไว้เพื่อเช็กรสพื้นฐานก่อนก็ดีค่ะ เพราะจะได้สัมผัสรสของเนื้อเองก่อนเติมเครื่องปรุงหรือเครื่องเคียง เนื้อรสละมุนกับเกลือเป็นคู่พื้นฐานที่พลาดยากอยู่แล้ว ส่วนซอสก็ให้กลิ่นรสอีกแบบ ลองสลับทานตามความชอบได้เลยค่ะ
ครั้งนี้ลองวาง buchu jangajji กับ ssamjang (เต้าเจี้ยวเกาหลีสำหรับห่อผัก) บนเนื้อค่ะ เป็นคู่ที่ได้ทั้งเค็มนิด เปรี้ยวนิด และรู้สึกว่ารสเต็มปากกว่าเนื้อเปล่า ๆ รสดองเฉพาะตัวเข้ากับเนื้อดี และเมื่อเพิ่ม ssamjang ก็ทานได้สบาย ๆ ในแบบคู่หูร้านปิ้งย่างที่คุ้นเคย ลองทานกับเครื่องเคียงหลากหลายแบบนี้ ก็ทำให้เนื้อหนึ่งชิ้นมีวิธีกินได้มากมายค่ะ
ในบรรดาเครื่องเคียง คู่ของ musaengchae เส้นบางกับเนื้อก็น่าประทับใจค่ะ ความกรุบกรอบของหัวไชเท้าเข้ากับกลิ่นรสเนื้อดี และช่วยล้างปากระหว่างคำได้ด้วย พอกินเนื้อกับ musaengchae พร้อมกัน ก็มีความต่างของสัมผัสให้สนุกขึ้น หากกำลังหาร้านเนื้อวัวอร่อยย่าน Beomil-dong ในปูซาน และให้ความสำคัญกับทั้งเนื้อและของเคียง ลองดูเซ็ตเครื่องเคียงนี้ไว้ได้เลยค่ะ
ปิดท้ายด้วย Kimchi mari naengguksu

เวลาไปกินเนื้อ จะขาดเมนูเส้นเย็น ๆ ไปได้อย่างไรคะ ครั้งนี้จึงสั่ง Kimchi mari naengguksu (ก๋วยเตี๋ยวเย็นน้ำกิมจิ) เป็นเมนูไซด์ด้วย อย่างแรกเลยคือปริมาณค่อนข้างเยอะ จึงเหมาะสำหรับแบ่งกันกินกับเนื้อ พอกินเนื้อไปแล้วแทรกเมนูเส้นเข้ามา ก็ช่วยเปลี่ยนรสปากได้ จึงเข้ากันดีในฐานะเมนูปิดท้ายด้วยค่ะ

บน Kimchi mari naengguksu มีท็อปปิ้งอย่างกิมจิ ไข่ฝอย ต้นหอม และสาหร่ายค่ะ วัตถุดิบแต่ละอย่างเข้ากันจนหน้าตาดูน่ากินทีเดียว โดยเฉพาะน้ำซุปเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของเมนูนี้ เมื่อรวมกับรสกิมจิแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเมนูไซด์ที่ดีหลังทานเนื้อ ปริมาณก็มากพอสมควร สั่งมาแบ่งกันหลายคนก็น่าจะดีค่ะ
สรุปมื้อที่มีทั้งเนื้อ ยุกฮเว และก๋วยเตี๋ยว
อีกคู่ที่อยากแนะนำเป็นอันดับสุดท้ายคือยุกฮเวกับ Kimchi mari naengguksu ค่ะ หลังทานเนื้อแล้ว เติมก๋วยเตี๋ยวเย็นรสสดชื่นและทานยุกฮเวไปด้วย มื้อก็ยิ่งดูครบครัน จากชุดเมนูที่ได้ลองเอง ทั้งเนื้อ เครื่องเคียง ยุกฮเว และก๋วยเตี๋ยว ถือเป็นมื้อที่ไม่ขาดอะไรเลยค่ะ
โดยเฉพาะ Hanuso Dwitgogi ดูเป็นร้านที่น่าเก็บไว้พิจารณาเมื่อกำลังหาร้านทานข้าวใกล้ Connect Hyundai หรือ Busan Gold Theme Street ค่ะ มีที่นั่งมาก มีมุมบริการตัวเอง และได้เพลิดเพลินกับเครื่องเคียงหลากหลายรวมถึงเมนูบริการด้วย หากอยากชิมเนื้อวัวเกาหลี แต่กำลังหาร้านที่ทานได้สบาย ๆ มากกว่าบรรยากาศเคร่งขรึม ก็ลองแวะดูสักครั้งได้นะคะ
ถ้ากำลังหาร้านเนื้อวัวอร่อยใน Beomil-dong ปูซาน และพิจารณาทั้งรสเนื้อ ทำเล เครื่องเคียง และเมนูไซด์ไปพร้อมกัน ร้านนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ รวมถึงคนที่อยากทานทั้งเนื้อ ยุกฮเว และ Kimchi mari naengguksu ด้วย จุดเด่นเฉพาะของ Hanuso Dwitgogi คือวิธีใช้เมล็ดข้าวโพดที่ไม่เหมือนใคร ใครมองหามื้อเนื้อที่แตกต่างก็ลองสังเกตจุดนี้ด้วยนะคะ โดยรวมเมนูครบดีและดูเหมาะกับการมาเป็นกลุ่ม จึงคิดว่าเป็นร้านที่น่าอ้างอิงเมื่อกำลังหาร้านปิ้งย่างใน Beomil-dong ค่ะ :)
ที่ตั้ง
9 Jobang-ro 49beon-gil, Dong-gu, Busan, South Korea부산광역시 동구 조방로49번길 9 1층 하누소








