ร้านปิ้งย่างย็อกซัม LA คาลบี้ดอกไม้กับเห็ดซองอี Raviok Yeoksam
สรุปสั้น ๆ
Raviok Yeoksam Main Branch คือร้านปิ้งย่างใกล้ทางออก 6 สถานีย็อกซัม ที่เสิร์ฟ LA คาลบี้ดอกไม้ (LA galbi ซี่โครงหมักสไตล์ LA) ทั้งแบบโรส (ไม่หมักซอส) และแบบหมักซอส พร้อมเมนูเทงจังจีเก (doenjang jjigae ซุปถั่วเหลืองหมัก) สำหรับ 1 คนราคา 2,000 วอน ไปเยือนตอน 2 ทุ่มโดยจองล่วงหน้า สั่งราบิโรสกูอี และราบิยางนยอมกูอี อย่างละ 200 กรัม 2 ที่ พนักงานย่างให้ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งการลนถ่านไม้จริง ย่างบนโต๊ะ ไปจนถึงการเผาด้วยไฟแช็คแก๊สปิดท้าย เหมาะมากสำหรับมากันหลายคนเพราะไม่ต้องมีใครคอยจับตะเกียบย่างเอง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
- ที่อยู่
- 42 Teheran-ro 25-gil, 2nd floor, Gangnam-gu, Seoul
- เวลาเปิด-ปิด
- ทุกวัน 11:30–22:00
- พักเบรกวันธรรมดา
- 14:30–17:00
- ออเดอร์สุดท้าย
- 21:30
- ตำแหน่งที่ตั้ง
- ห่างจากทางออก 6 สถานีย็อกซัมประมาณ 320 เมตร
- ที่จอดรถ
- ข้างอาคาร วันธรรมดามีวาเล็ต วันหยุด/นักขัตฤกษ์จอดเอง
- ราบิโรสกูอี 200 กรัม
- 22,000 วอน
- ราบิยางนยอมกูอี 200 กรัม
- 22,000 วอน
- เทงจังจีเกสำหรับ 1 คน
- 2,000 วอน
ตามที่ผู้ไปเยือนเขียนไว้เมื่อ 7 กันยายน 2569
ระหว่างทริปโซล ตอนเย็นเราตัดสินใจไปกินเนื้อย่างแถวย็อกซัม เดินเที่ยวมาทั้งวันแล้ว มื้อเย็นเลยอยากได้ร้านที่ไม่ต้องมานั่งย่างเองให้วุ่นวาย
เลยได้มาที่ Raviok Yeoksam Main Branch ใกล้สถานีย็อกซัม ร้านนี้เสิร์ฟ LA คาลบี้ทั้งแบบโรสกูอีและยางนยอมกูอี แถมพนักงานย่างให้เองด้วย เราเลยจองล่วงหน้าแล้วไปตามนัด
ด้วยความที่ย็อกซัมเป็นย่านที่มีคนหาที่ทานข้าวมื้อเย็นหรือปาร์ตี้หลังเลิกงานเยอะ พอไปจริงก็เข้าใจเลยว่าทำไมร้านนี้ถึงเป็นร้านปิ้งย่างย็อกซัมยอดฮิตสำหรับมื้อร่วมโต๊ะแบบนี้ เราจองล่วงหน้าเลยได้เข้าร้านทันทีไม่ต้องรอคิว
ที่ตั้ง เวลาเปิด-ปิด และที่จอดรถของ Raviok Yeoksam Main Branch
- ที่อยู่ : 42 Teheran-ro 25-gil, 2nd floor, Gangnam-gu, Seoul
- เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 11:30–22:00
- พักเบรกวันธรรมดา : 14:30–17:00
- ออเดอร์สุดท้าย : 21:30


ที่ตั้งอยู่ห่างจากทางออก 6 สถานีย็อกซัมประมาณ 320 เมตร นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาก็หาไม่ยากเลย
ถ้าขับรถมาเอง ข้างอาคารมีที่จอดรถ วันธรรมดามีบริการวาเล็ตด้วย ส่วนวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ไม่มีวาเล็ตแต่จอดเองได้ ถือว่าสะดวกสำหรับคนที่เที่ยวโซลด้วยรถส่วนตัว
ใช่ค่ะ ข้างอาคารมีพื้นที่จอดรถ วันธรรมดามีวาเล็ตให้ ส่วนวันหยุดและนักขัตฤกษ์ต้องจอดเอง แนะนำเช็กตามวันที่จะไปก่อน
บรรยากาศร้านตอน 2 ทุ่มที่ยังมีลูกค้ากลุ่มปาร์ตี้เพียบ

เข้าไปในร้านแล้วรู้สึกว่าข้างในกว้างกว่าที่คิด ไม่ใช่ร้านปิ้งย่างที่โต๊ะชิดกันจนอึดอัด มีพื้นที่พอสมควร แถมมีโต๊ะสำหรับกลุ่มใหญ่ด้วย
ตอนที่เราไปประมาณ 2 ทุ่ม ยังมีลูกค้าทานกันเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มที่มากันหลายคนแบบปาร์ตี้เลี้ยงสังสรรค์ เพราะร้านย่างให้เอง เวลามากันหลายคนก็ไม่ต้องมีใครคอยจับตะเกียบย่างตลอดเวลา เหมาะกับการเป็นที่นัดพบมื้อรวมกลุ่มของคนย็อกซัมจริงๆ เราจองไว้แล้วเลยได้เข้าร้านทันทีไม่ต้องรอ
ตอนที่เราไปก็มีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากอยู่จริง ที่นั่งค่อนข้างมีพื้นที่ และพนักงานย่างให้เองด้วย เลยคุยกันไปกินกันไปได้สบายๆ
เมนู Raviok ถ้าลังเลระหว่างโรสกับยางนยอม



พอถือเมนูดูอยู่ เจ้าของร้านก็เดินมาอธิบายชนิดของเนื้อให้ฟัง สิ่งที่ชอบคือไม่ได้พูดยืดยาวหรือพยายามยัดเยียดให้สั่งอะไรเป็นพิเศษ
อธิบายแค่ความต่างระหว่างโรสกับยางนยอมและลักษณะเนื้อให้เข้าใจง่ายๆ แล้วก็ปล่อยให้เราเลือกเมนูกันเองสบายๆ รู้สึกว่าเป็นความใส่ใจที่ดีเหมือนกัน
เมนูเนื้อหลักของ Raviok คือราบิโรสกูอี ราบิยางนยอมกูอี และนุนกกตจินกัลบี โรสยางนยอมกูอี เราอยากลองทั้งโรสและยางนยอมเลยสั่งแบบนี้
- ราบิโรสกูอี 200 กรัม 22,000 วอน × 2 ที่
- ราบิยางนยอมกูอี 200 กรัม 22,000 วอน × 2 ที่
- เทงจังจีเกสำหรับ 1 คน 2,000 วอน, ข้าวสวย × 2
ราบิโรสกูอีคัดจากซี่โครงดอกไม้เบอร์ 6, 7, 8 ของ LA คาลบี้ ส่วนราบิยางนยอมกูอีคือคาลบี้ดอกไม้ที่หมักในซอสสูตรเฉพาะของร้านนาน 3 วัน ตามที่พนักงานอธิบาย
ควรสั่งโรสกูอีหรือยางนยอมกูอีดี?
ถ้าอยากได้รสชาติเนื้อล้วนๆ แนะนำโรสกูอี ถ้าชอบ LA คาลบี้รสหวานเค็มก็ยางนยอมกูอีตอบโจทย์กว่า ถ้าไปครั้งแรกแบบเราแนะนำสั่งทั้งสองแบบมาเทียบกันเลย

เครื่องเคียงพื้นฐานและเทงจังจีเก 1 คน 2,000 วอน
ก่อนเนื้อจะมา เครื่องเคียงพื้นฐานถูกจัดมาเต็มโต๊ะ มีสลัดผักกาดหอม ยอลมูกิมจิ เฟิร์น ผักดอง เหมาะแกล้มระหว่างมื้อ พร้อมเกลือ วาซาบิ และซอสอื่นๆ


โดยรวมรสชาติไม่จัดจ้านเกินไป กลมกล่อม ไม่บดบังรสของ LA คาลบี้ซึ่งเป็นเมนูหลัก มีทั้งปลาหมึกหมักดองและผักดองที่เข้ากับข้าวดี
โดยเฉพาะผักดองกับยอลมูกิมจิที่มีรสเปรี้ยวสดชื่นเหมาะเอาไว้ล้างปากระหว่างกินเนื้อมันๆ


ยอลมูกิมจิถูกใจเรามากเลย รสสะอาดสดชื่นแบบที่ชอบ นาบักมุลกิมจิก็มีรสอูมามิและเย็นสดชื่น ตักน้ำซุปกินทั้งถ้วยได้เลย

จุดเด่นของ Raviok คือมีเทงจังจีเกสำหรับ 1 คน! ราคาถูกมากแค่ 2,000 วอน สั่งคนละถ้วยได้เลย ส่วนตัวเราชอบสั่งเทงจังจีเกกับข้าวมาก่อนแล้วกินคู่กับเนื้อ ทางร้านก็เสิร์ฟเทงจังจีเกกับข้าวกล้องดำมาให้ก่อนเลย
เทงจังจีเกมีผักกาดขาวใส่มาด้วยทำให้น้ำซุปกลมกล่อมและมีมิติมากขึ้น มีเต้าหู้ ฟักเขียว หัวหอมเต็มถ้วย ราคาแค่ 2,000 วอนแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลย
ที่สำคัญคือรสเค็มนิดๆ ถูกใจเรามาก เทงจังจีเกร้อนๆ ทั้งกลมกล่อมและเผ็ดนิดๆ พอดี เหมาะตักกินสลับระหว่างกินโรสกูอีกับยางนยอมกูอี โดยเฉพาะกินยางนยอมกูอีที่หวานแล้วตามด้วยข้าวคำหนึ่งพร้อมเทงจังจีเก เป็นคอมโบที่คุ้นเคยแต่เข้ากันดีจริงๆ
ราบิโรสกูอีที่ลนถ่านไม้จริงมาก่อนเสิร์ฟ
ราบิโรสกูอีมาก่อนเป็นจานแรก เนื้อจะถูกลนด้วยถ่านไม้จริงมาก่อนหนึ่งรอบ จากนั้นเจ้าของร้านจะมาย่างต่อให้ที่โต๊ะ
ก่อนอื่นเขาจะวางเห็ดซองอีธรรมชาติหอมๆ กับก้านกระเทียมลงบนกระทะเหล็กหล่อ แล้วค่อยวางคาลบี้ที่ลนมาแล้วลงไป ตอนนี้แหละที่กลิ่นเนื้อย่างเริ่มโชยขึ้นมาชัดเจน
พอพูดถึง LA คาลบี้ คนมักนึกถึงเนื้อหั่นบางหมักซอสก่อน แต่ราบิโรสกูอีเป็นการกินคาลบี้ดอกไม้แบบไม่หมักซอส เลยรู้สึกแปลกใหม่ดี
ต้องย่างเนื้อเองไหม?
ไม่ต้องค่ะ ตอนที่เราไป เนื้อที่ลนมาแล้วถูกย่างต่อให้ที่โต๊ะโดยพนักงาน ตั้งแต่จัดการเนื้อ ย่าง ไปจนถึงการเผาด้วยไฟแช็คแก๊สปิดท้าย ทำให้กินได้สบายๆ นี่แหละที่เป็นข้อดีของร้านปิ้งย่างย็อกซัมสำหรับมื้อรวมกลุ่มหรือปาร์ตี้
เนื้อกับกระดูกถูกแยกให้ย่างทีละส่วนพอดีคำ ดูสีเนื้อแล้วย่างจนเหลืองสวย เราแทบไม่ต้องจับตะเกียบเลยแค่รอกินอย่างเดียว เที่ยวโซลมาทั้งวันเหนื่อยๆ แล้วไม่ต้องมาย่างเองด้วยก็สบายขึ้นเยอะ
โชว์ไฟจากไฟแช็คแก๊สที่จบต่อหน้าเรา
พอเนื้อสุกได้ที่ระดับหนึ่ง ขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้ไฟแช็คแก๊สลนหน้าเนื้อ เปลวไฟพุ่งขึ้นมาต่อหน้าเราเลย เปลวไฟใหญ่กว่าที่คิดไว้ ดูสนุกดี!! ขั้นตอนการย่างทั้งหมดเหมือนเป็นโชว์เล็กๆ เลย

ด้านนอกสุกเหลืองสวยแต่ด้านในยังไม่แห้งเกินไป ยังคงความฉ่ำอยู่ อาจเพราะลนถ่านไม้จริงมาก่อน แล้วย่างในกระทะเหล็กหล่อ ปิดท้ายด้วยไฟแช็คแก๊ส พอเอาเข้าใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นควันไฟอ่อนๆ ที่หอมดี


คำแรกเราอยากรู้รสเนื้อแท้ๆ เลยจิ้มเกลือนิดหน่อยกิน เพราะเป็นโรสกูอีที่ไม่หมักซอส รสของคาลบี้ดอกไม้แท้ๆ เลยชัดเจนก่อนเลย
เคี้ยวแล้วไม่เหนียวไม่แห้ง เนื้อนุ่ม เคี้ยวไปได้น้ำเนื้อหวานๆ ออกมา ความมันของไขมันผสมกับกลิ่นเนื้อล้วนเข้ากันดี คำแรกกินแค่เกลือนิดหน่อยเข้ากันที่สุด
ใส่วาซาบินิดนึงรสท้ายจะสะอาดขึ้น กินคู่กับเห็ดซองอีและก้านกระเทียมที่ย่างมาด้วย กลิ่นและสัมผัสจะเปลี่ยนไป เนื้อเดียวกันแต่กินได้หลายแบบเลย

คาลบี้ดอกไม้มีความมันของไขมันพอสมควร ความเผ็ดร้อนเฉพาะตัวของวาซาบิช่วยตัดให้สะอาดขึ้น ถ้าเกลือช่วยดึงความหอมของเนื้อขึ้นมา วาซาบิก็ช่วยล้างความมันที่ค้างในปากหลังกิน!


เอาโรสกูอีที่จิ้มเกลือมาวางบนข้าวกล้องดำกินคู่กัน ส่วนตัวเวลากินเนื้อวัวเราชอบจิ้มเกลือนิดๆ แล้วกินกับข้าวมากกว่าใส่ซอสเยอะๆ นี่แหละคือคอมโบที่ถูกใจที่สุด ข้าวกล้องดำรสละมุนรับรสน้ำเนื้อหวานๆ ของคาลบี้ดอกไม้ ยิ่งเคี้ยวยิ่งรู้สึกรสเนื้อเข้มขึ้น
เห็ดซองอีธรรมชาติและก้านกระเทียมที่ย่างมาด้วยก็ลองกินแซมระหว่างมื้อ คอมโบนี้ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะเห็ดซองอีที่ย่างในกระทะแล้วกลิ่นหอมเข้มขึ้น กินคู่กับเนื้อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เพิ่มเข้ามา ส่วนก้านกระเทียมมีสัมผัสกรอบและกลิ่นที่ตัดกับความนุ่มของเนื้อดอกไม้ได้ดี
พอกินเนื้อล้วนหมดแล้วก็มากินเนื้อที่ติดกระดูกที่เหลือไว้ พนักงานตัดเนื้อที่ติดกระดูกให้ด้วยกรรไกรเพื่อให้กินง่าย แทะออกจากกระดูกได้สะดวก
ต่างจากเนื้อดอกไม้นุ่มๆ ที่กินก่อนหน้านี้ เนื้อส่วนนี้เคี้ยวเหนียวนุ่มกว่าเล็กน้อย อาจเพราะเป็นเนื้อติดกระดูกเลยมีกลิ่นเนื้อเข้มขึ้นด้วย จับกระดูกด้วยมือแล้วแทะเนื้อที่เหลือก็สนุกดี ส่วนที่ย่างจนเหลืองกรอบมีรสหอมมันเข้มขึ้น เลยแทะจนหมดจานอย่างสะอาดเรียบร้อย คาลบี้ต้องกินจนถึงเนื้อติดกระดูกถึงจะรู้สึกว่าจบมื้ออย่างสมบูรณ์!
ราบิยางนยอมกูอีที่เสิร์ฟตามจังหวะการกินของเรา
กินโรสกูอีไปได้ระยะหนึ่ง ราบิยางนยอมกูอีก็ถูกเตรียมมาต่อ ทางร้านไม่ได้ย่างทั้งสองเมนูพร้อมกันทีเดียว แต่ย่างเมนูต่อไปตามจังหวะที่เรากิน เลยได้กินยางนยอมกูอีตอนยังร้อนๆ พอดี!
ราบิยางนยอมกูอีก็ใช้คาลบี้ดอกไม้เหมือนกัน แต่ความต่างที่ใหญ่ที่สุดจากโรสกูอีคือการหมักในซอสสูตรเฉพาะของร้านนาน 3 วัน
เช่นเดียวกันคือแยกกระดูกกับเนื้อแล้วย่างเป็นชิ้นพอดีคำ ปิดท้ายด้วยไฟแช็คแก๊สเช่นกัน! แต่ต่างจากตอนโรสกูอี พอไฟสัมผัสหน้าเนื้อที่มีซอสติดอยู่ เนื้อจะไหม้เกรียมนิดๆ กลิ่นซอสหวานๆ กับกลิ่นควันไฟก็พุ่งขึ้นมาชัดเจน ส่วนตัวคิดว่าคาลบี้หมักซอสอร่อยที่สุดตอนขอบๆ เหลืองกรอบแบบนี้แหละ


คำแรกกินเปล่าๆ ไม่จิ้มอะไรเลย อาจเพราะหมักมาถึง 3 วัน รสซอสไม่ได้ติดแค่ผิวนอกแต่ซึมเข้าไปถึงข้างในให้รสหวานเค็มกลมกล่อมทั่วเนื้อ แต่ก็ไม่ได้หวานหรือเค็มจนรู้สึกถึงรสน้ำตาลชัดเจน กินง่ายกว่าที่คิดไว้


เอามาวางบนข้าวกล้องดำแล้วกินคู่กันด้วย! คอมโบยางนยอมกูอีกับข้าวยังไงก็ไม่พลาด รสหวานเค็มของซอสซึมเข้าข้าวกล้องดำแล้วผสมกับน้ำเนื้อหอมๆ ให้ความรู้สึกกินข้าวหมดจานอีกแบบต่างจากโรสกูอี ซอสไม่หวานหรือเค็มเกินไปเลยกินคู่ข้าวได้รสพอดี
อยากลองแบบอื่นบ้างก็เอาซอสกระเทียมสับที่เสิร์ฟมาด้วยมาจิ้ม รสหวานของยางนยอมกูอีผสมกับความเผ็ดร้อนเฉพาะตัวของกระเทียมทำให้รสชาติเข้มขึ้น ใส่แค่นิดเดียวบนเนื้อพอดีถูกปากที่สุด


นี่คือกระดูกยางนยอมที่ย่างด้วยความร้อนที่เหลือ เนื้อรอบๆ กระดูกต่างจากเนื้อดอกไม้ล้วนตรงที่เหนียวนุ่มกว่า ซอสถูกย่างซ้ำอีกรอบทำให้รสหวานและกลิ่นควันไฟที่ขอบเข้มขึ้นด้วย
จับกระดูกด้วยมือแล้วแทะเนื้อที่เหลือก็สนุกแบบ LA คาลบี้จริงๆ ตั้งแต่เนื้อนุ่มๆ ไปจนถึงคอมโบกับข้าว แล้วปิดท้ายด้วยกระดูก กินราบิยางนยอมกูอี 2 ที่หมดไปเร็วมาก
ร้านปิ้งย่างย็อกซัมนี้เหมาะเป็นที่นัดรวมกลุ่มไหม?
ตอนที่เราไปประมาณ 2 ทุ่มก็ยังมีลูกค้ากลุ่มใหญ่อยู่ เพราะจองล่วงหน้าไว้เลยเข้าร้านได้ทันทีไม่ต้องรอ ถ้าจะไปช่วงเย็นหรือช่วงเวลานัดรวมกลุ่ม แนะนำจองไว้ก่อนจะสบายใจกว่า
มีที่นั่งสำหรับกลุ่มใหญ่ และที่สำคัญคือพนักงานย่างให้เอง เวลานัดรวมกลุ่มก็ไม่ต้องมีใครคอยย่างเนื้อตลอด แถมยังสั่งแยกเมนูตามชอบได้ทั้งโรสและยางนยอมด้วย ถือเป็นข้อดี
สรุป
Raviok Yeoksam Main Branch ที่แวะไปมื้อเย็นระหว่างเที่ยวโซล พอสั่งทั้งราบิโรสกูอีและราบิยางนยอมกูอีมาลอง แม้เป็น LA คาลบี้ดอกไม้เหมือนกันแต่ความต่างระหว่างโรสที่กินรสเนื้อแท้ๆ กับยางนยอมที่หมัก 3 วันชัดเจนมาก ได้เปรียบเทียบสองแบบสนุกดี
ที่ประทับใจที่สุดคือตั้งแต่ลนถ่านไม้จริง ย่างบนโต๊ะ จนถึงไฟแช็คแก๊สปิดท้าย พนักงานทำให้หมด เราเลยได้คุยกันไปกินกันไปสบายๆ พอเห็นว่าตอน 2 ทุ่มยังมีกลุ่มลูกค้ารวมกลุ่มอยู่จริง ถ้าใครกำลังหาร้านปิ้งย่างย็อกซัม หรือหาที่นัดรวมกลุ่มมื้อเย็นที่กินสบายๆ กันหลายคน ร้านนี้น่าลองมากค่ะ!
ที่ตั้ง
42 Teheran-ro 25-gil, 2nd floor, Gangnam-gu, Seoul, South Korea서울특별시 강남구 테헤란로25길 42 2층 라비옥







